วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559

โอ้วว เหงือกของฉัน



วันนี้เราจะมาพูดถึงน้องเหงือกกันนะขอรับจริงๆแล้วปัญหาเรื่องโรคเหงือกนี้เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน แต่ระดับมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นกับความใส่ใจดูแล การแปรงฟัน และการมาพบทันตแพทย์ภาพวันนี้อาจจะดูโหดร้ายหน่อยนะขอรับ แต่เพื่ออรรถรสในการรับข้อมูล คึๆๆ


จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคเหงือก

-  เหงือกแดง บวม และเปื่อย
-  อาการเลือดออกขณะแปรงฟัน หรือใช้ไหมขัดฟัน
-  ฟันดูมีความยาวมากขึ้น เนื่องจากเหงือกร่ลงมา
-  เหงือกที่แยกออกมาไม่แนบสนิทกับฟันจนทำให้เกิดเป็นโพรงขึ้นมา
-  เมื่อเคี้ยวอาหารแล้วฟันไม่สบฟันกันเหมือนเดิม
-  มีหนองไหลออกมาจากบริเวณฟันและเหงือก
-  มีกลิ่นปาก และมีรสชาติแย่ ในปากอยู่ตลอดเวลา


โรคเหงือกแบ่งเป็นสามระดับ (ดูตามรูปนะขอรับ)

-  รูปที่ 1  เหงือกปกติ
-  รูปที่ 2  เหงือกอักเสบ  เป็นระดับแรกของโรคเหงือก ในระดับนี้ เราอาจสังเกตว่ามีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือขณะใช้ไหมขัดฟัน อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากกระดูกและเนื้อเยื่อยึดต่อที่ยึดฟันไว้ยังไม่ได้รับผลกระทบ
-  รูปที่ 3  ปริทันต์อักเสบ  ระยะนี้ กระดูกและเส้นใยรองรับที่ยึดฟันของเราไว้ได้รับความเสียหายอย่างถาวร  เหงือกของเราอาจจะเริ่มมีร่องลึกที่ใต้ร่องเหงือก ซึ่งเป็นแหล่งสะสมเศษอาหารและคราบพลัค การบำบัดทางทันตกรรมอย่างถูกวิธีและการดูแลอย่างถูกต้องที่บ้าน โดยปกติแล้วจะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม
-  รูปที่ 4  ปริทันต์อักเสบรุนแรง  ระยะสุดท้ายนี้ของโรคเหงือก เส้นใยและกระดูกที่รองรับฟันของเราถูกทำลาย ซึ่งสามารถเป็นเหตุให้ฟันของเราโยกหรือหลวม ภาวะเช่นนี้อาจจะส่งผลต่อการเคี้ยวอาหารของคุณ ถ้าทำการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถยับยั้งได้ อาจจะต้องถอนฟันออก


คำถามจากทางบ้าน "แล้วข้าน้อยจะรักษาโรคเหงือกได้อย่างไร"

ในระยะแรก โรคเหงือกสามารถรักษาให้หายได้ ด้วยการแปรงฟันที่ถูกต้องและการใช้ไหมขัดฟัน สุขภาพช่องปากที่ดีจะช่วยป้องกันการก่อตัวของคราบพลัค
การทำความสะอาดฟันโดยทันตแพทย์เป็นทางเดียวที่จะขจัดคราบพลัคที่สะสมขึ้นและเกาะแน่นเป็น"หินปูน"

การหมั่นตรวจเช็คสภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สามารถรักษาโรคเหงือกได้ ก่อนที่อาการจะลุกลามจนใหญ่โต ถ้าคุณมีอาการของโรคเหงือกที่รุนแรง ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากทันตแพทย์

ขอบคุณข้อมูลจาก  
http://www.colgateprofessional.co.th/patienteducation
ขอบคุณรูปภาพจาก  Ethnic Health

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น